ตราสารหนี้ไทย วันนี้มีมูลค่าการซื้อขายรวม 36,828 ล้านบาท

ตราสารหนี้ไทย

ตราสารหนี้ไทย : วันนี้มีมูลค่าการซื้อขายรวม 36,828 ล้านบาท

สมาคมตลาด ตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยประจำวันนี้ มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งวันอยู่ที่ 36,828 ล้านบาท ด้านประเภทของนักลงทุน ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด 2 อันดับแรก คือ 1. กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซื้อสุทธิ 12,088 ล้านบาท 2. กลุ่มบริษัทประกันภัย ซื้อสุทธิ 1,364 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 708 ล้านบาท Yield พันธบัตรอายุ 5 ปี ปิดที่ 0.79% ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเมื่อวาน

ภาพรวมของตลาดในวันนี้

Yield Curve ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า สำหรับกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติวันนี้ NET INFLOW 708 ล้านบาท โดยเกิดจาก NET BUY 708 ล้านบาท และไม่มีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ (Expired) ด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มี NET SELL ของนักลงทุนต่างชาติ 4,344 ล้านบาท ด้านปัจจัยต่างประเทศ ประธาน Fed ออกมากล่าวสุนทรพจน์ว่า Fed จะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำ เช่นเดียวกับคงวงเงินการทำ QE เพื่อสนับสนุน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจนกว่าอัตราเงินเฟ้อและตัวเลขการจ้างงานจะเติบโตอย่างยั่งยืน ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ม.ค. เพิ่มขึ้น 1.4% (YoY) ต่ำกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.5% (YoY) สำหรับ Holding ของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นสัปดาห์นี้ปรับลดลง 3,030 ล้านบาท จาก 858,322 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้าเป็น 855,292 ล้านบาท ufabet

ตราสารหนี้ เป็นตราสารการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ (หรือที่เรียกว่า “ผู้ลงทุน” ) ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน นอกจากนี้ ตราสารหนี้ยังสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้
ผู้ออกตราสารหนี้คือผู้กู้เงินจากผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ดังนั้น ผู้ออกจึงเป็น “ลูกหนี้” ในขณะที่ผู้ซื้อ คือ “ผู้ให้กู้” หรือ “ เจ้าหนี้” นั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากตราสารทุนหรือหุ้นสามัญที่ผู้ถือตราสารทุนนั้นจะลงทุนในส่วนของผู้ถือหุ้น และมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ ไม่ใช่เป็นเจ้าหนี้

ตราสารหนี้ เป็นคำศัพท์กว้างๆ แต่ที่ท่านอาจคุ้นเคยมากกว่า คือ “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” โดยพันธบัตรมักใช้เรียกตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ส่วนหุ้นกู้จะถูกเรียกใช้เมื่อออกโดยบริษัทเอกชน ในต่างประเทศจะใช้คำว่า “Bond” สำหรับตราสารหนี้ทั่วไปทั้งที่ออกโดยรัฐบาลและเอกชน แต่จะมีในบางกรณีที่อาจจะเรียกว่า “Debenture” เมื่อตราสารหนี้นั้นไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

นักลงทุนสามารถซื้อขายตราสารหนี้ได้ที่ตลาดตราสารหนี้ (Thailand Bond Exchange: TBX) ซึ่งเปิดให้บริการการซื้อขายแก่นักลงทุนทั่วไปตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ที่ผ่านมา ด้วยระบบการซื้อขายแบบเรียลไทม์ นำเสนอข้อมูลที่โปร่งใส ตลอดจนถึงกระบวนการส่งมอบและชำระราคาที่เชื่อถือได้ เพื่อที่จะพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณการซื้อขาย คุณภาพของตราสารหนี้ ตัวกลางการซื้อขาย แหล่งข้อมูลอ้างอิง รวมถึงการขยายขอบเขตการพัฒนาให้กว้างขวางขึ้น และครอบคลุมการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทยทั้งหมด เพื่อให้รองรับต่อแนวนโยบายของภาครัฐในเรื่องตลาดพันธบัตรแห่งเอเชีย โดยมีเป้าหมายในการดำเนินการตลาดรองตราสารหนี้ที่สมบูรณ์แบบของประเทศไทย ซึ่งสามารถให้บริการครอบคลุมผู้ลงทุนและผู้ค้าตราสารหนี้ทั้งหมด

ประเภทของตราสารหนี้

กลับเข้าเรื่องกันต่อดีกว่าครับ ในส่วนของคนออกตราสารหนี้หลัก ๆ แล้ว เราอาจจะแบ่งได้เป็นสองส่วนหลักซึ่งก็คือ “ทางรัฐ” กับ “ทางบริษัท” ซึ่งตราสารหนี้ที่ทางรัฐออกเราก็จะเรียกมันว่า “พันธบัตรรัฐบาล” ในขณะที่ตราสารหนี้ที่ทาง “บริษัท” ออกมาเพิ่มเงินทุน เราก็จะเรียกว่า หุ้นกู้เอกชน หรือ ตราสารหนี้เอกชน ก็ได้เช่นเดียวกัน

พันธบัตรรัฐบาล

ตัวอย่างคุ้นหูก็เช่น…

U.S. Treasury หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ + ปี, พันธบัตรรัฐบาลไทย หรือ พันธบัตรรัฐบาลประเทศต่าง ๆ

หรือจะเป็นตัวอย่างอื่น ๆ เช่น…

หุ้นกู้เทศบาล (Municipal Bond) หรือหุ้นกู้ที่ทางรัฐต่าง ๆ อาทิเช่น ในสหรัฐออกมาเพื่อเพิ่มทุนสำหรับก่อสร้างสะพาน ทางด่วนหรือโรงเรียน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *