บิตคอยน์แผ่วลงเล็กน้อย 3.21% หลังพุ่งแตะนิวไฮก่อนหน้านี้

สกุลเงินบิตคอยน์

บิตคอยน์แผ่วลงเล็กน้อย 3.21% หลังพุ่งแตะนิวไฮก่อนหน้านี้

สกุลเงินบิตคอยน์แผ่วลงเล็กน้อย หลังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ขานรับข่าวที่ว่า แบงก์ ออฟ นิวยอร์ก เมลลอน คอร์ป ซึ่งเป็นธนาคารเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐ มีแผนที่จะทำธุรกรรมเกี่ยวกับบิตคอยน์

ณ เวลา 19.50 น. ตามเวลาไทย บิตคอยน์เพิ่มขึ้น 3.21% เมื่อเทียบกับ 24 ชั่วโมงก่อนหน้า สู่ระดับ 47,857.74 ดอลลาร์ ในการซื้อขายบนแพลตฟอร์มของ CoinDesk

สกุลเงินบิทคอยน์พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 48,925.53 ดอลลาร์ในช่วงเช้าของวันนี้ หรือประมาณ 1,462,848 บาท โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 5%

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานก่อนหน้านี้ว่า แบงก์ ออฟ นิวยอร์ก เมลลอน มีแผนที่จะถือครอง โอน และออกสกุลเงินบิตคอยน์ และสกุลเงินคริปโตอื่นๆ ในนามของลูกค้าในกลุ่มบริหารจัดการสินทรัพย์ในปีนี้

วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานโดยอ้างนายโรมัน รีเจลแมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจดิจิทัลและการบริการด้านสินทรัพย์ ระบุว่า แบงก์ ออฟ นิวยอร์ก เมลลอน กำลังหารือกับลูกค้าเกี่ยวกับการทำธุรกรรมดังกล่าว และธนาคารได้ตั้งแผนกสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเตรียมให้บริการดังกล่าวในปีนี้

ทางด้านฟิเดลิตี้ อินเวสเมนท์ ได้ตั้งบริษัทแห่งใหม่ขึ้นในปี 2561 เพื่อดูแลนักลงทุนสถาบันในการซื้อขายและรับฝากสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งรวมถึงบิตคอยน์

บิตคอยน์ยังได้ปัจจัยบวก จากการที่เทสลา อิงค์ บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสหรัฐของนายอีลอน มัสก์ ส่งหนังสือแจ้งต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) หรือก.ล.ต.สหรัฐเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ทางบริษัทได้เข้าซื้อบิตคอยน์คิดเป็นมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 45,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ เทสลายังเปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะให้ลูกค้าใช้บิตคอยน์ในการซื้อรถยนต์และผลิตภัณฑ์อื่นๆของบริษัท ufabet

บิตคอยน์ (Bitcoin) คือ สกุลเงินสมมติที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ โดยไม่ขึ้นกับสกุลเงินใด ๆ ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญทั่วไป โดยบิตคอยน์มีหน่วยเงินตราเป็น BTC เหมือน ๆ กับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ใช้หน่วยเงินตราเป็น USD สกุลเงินเยนของญี่ปุ่นที่ใช้ JPY หรือสกุลเงินบาทไทยที่ใช้เป็น THB นั่นเอง ซึ่งบิตคอยน์ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2552 และเริ่มถูกนำไปใช้แลกเปลี่ยนซื้อ-ขายสินค้ากันจริง ๆ ในโลกออนไลน์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทั้งนี้ บิตคอยน์ถือว่าเป็นเงินตราอิเล็กทรอนิกส์ (Cryptocurrency) สกุลหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีสกุลเงินอื่น ๆ อีกมากมายที่ถูกคิดค้นขึ้นมา อาทิ สกุลเงิน Ethereum ที่ใช้ตัวย่อว่า ETH, สกุลเงิน Ripple ที่ใช้ตัวย่อว่า XRP และสกุลเงิน Litecoin ที่ใช้ตัวย่อว่า LTC แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบิตคอยน์ยังคงเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุด

บิตคอยน์ (Bitcoin) เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

บิตคอยน์เกิดจากแนวคิดที่ว่ามีคนต้องการระบบเงินใหม่ที่ไม่ถูกตรวจสอบขึ้นมา จากเดิมที่มีระบบธนาคารกลางเป็นผู้ดูแล และมีหน้าที่กำหนดมาตรฐาน รวมถึงมูลค่าของเงิน ทำให้ธุรกรรมทางการเงินทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของธนาคารกลางนั่นเอง แต่กระบวนการเหล่านี้อาจจะไม่ค่อยถูกใจบรรดาธุรกิจใต้ดิน เพราะต้องระบุตัวตน เวลาโอนเงินก็ต้องผ่านตัวกลาง ทำให้ถูกตรวจสอบได้ง่าย

ดังนั้น จึงมีหลาย ๆ คนพยายามจะสร้างสกุลเงินใหม่ที่ไม่ผ่านระบบธนาคารกลาง และเป็นที่ยอมรับใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ใช้นามแฝงว่า ซาโตชิ นากาโมโต้ ได้สร้างระบบที่เรียกว่า “Blockchain” ออกมา ซึ่งเป็นระบบเพื่อป้องกันการเกิดภาวะเงินเฟ้อและเสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัล จากการปั๊มเงินออกมาเรื่อย ๆ ได้ตามใจชอบ โดยนำระบบการทำงานของอัลกอริทึมมาใช้ แล้วกำหนดปริมาณเงินในระบบไว้ไม่ให้เกิน 21 ล้านหน่วย ทำให้บิตคอยน์เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากมีระบบป้องกันเงินเฟ้อนั่นเอง

1 บิตคอยน์ เท่ากับกี่บาท ?

มูลค่าของบิตคอยน์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเหมือนสกุลเงินอื่น ๆ ตามกลไกตลาด หรือที่เราเรียกว่าหลัก Demand Supply คือช่วงไหนที่ความต้องการบิตคอยน์มีมากกว่าปริมาณบิตคอยน์ที่มีในระบบ ก็จะส่งผลให้มูลค่าบิตคอยน์เพิ่มขึ้น เช่น ในช่วงที่มัลแวร์เรียกค่าไถ่ด้วยเงินบิตคอยน์ กลับกันหากบิตคอยน์ในระบบมีมากเกินความต้องการก็จะทำให้มูลค่าลดลง

ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนแรกของบิตคอยน์ถูกกำหนดขึ้นในเดือนตุลาคม 2552 ไว้ที่ 1 BTC เท่ากับ 0.000764 USD กระทั่งในเดือนพฤศจิกายน 2553 บิตคอยน์สามารถเพิ่มมูลค่าอย่างรวดเร็วเป็น 1 BTC เท่ากับ 0.50 USD และค่อย ๆ มีมูลค่าขึ้นมาเรื่อย ๆ กลายเป็นหลักร้อย หลักพัน และหลักหมื่น ในปัจจุบัน

โดยราคาบิตคอยน์ดีดตัวขึ้นแรงในช่วงปี 2560 และทำสถิติไว้ราว 20,000 USD ต่อ 1 BTC หรือกว่า 600,000 บาท เลยทีเดียว จากการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุน แม้จะมีกระแสคำเตือนต่าง ๆ จากนักวิเคราะห์ว่าอาจเกิด “ภาวะฟองสบู่” กับตลาดบิตคอยน์ ก่อนที่สุดท้ายบิตคอยน์จะร่วงลงอย่างหนักตลอดปี 2561-2562 ทำจุดต่ำสุดที่ประมาณ 3,200 USD ส่งผลให้นักลงทุนขาดทุนยับเยิน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *