หุ้นยุโรป : หุ้นยุโรปปิดลบลดลง 0.27 จุด ากนักลงทุนขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (16 ก.พ.) และยังคงอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี โดยตลาดถูกกดดัน เนื่องจากนักลงทุนขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร ท่ามกลางความไม่แน่ใจเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน

ดัชนี Stoxx Europe 600 ปิดตลาดที่ระดับ 419.20 จุด ลดลง 0.27 จุด หรือ -0.06%

ดัชนี DAX ปิดที่ 14,064.60 จุด ลดลง 44.88 จุด หรือ -0.32% และดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 6,748.86 จุด ลดลง 7.25 จุด หรือ -0.11% ขณะที่ดัชนี CAC 40 ปิดที่ 5,786.53 จุด เพิ่มขึ้น 0.28 จุด หรือ +0.0048%

ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลงเล็กน้อยจากแรงขายทำกำไร หลังพุ่งขึ้นเมื่อวันจันทร์สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2563

การเปิดเผยข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ผลผลิตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนหดตัวลงน้อยกว่าคาดในไตรมาส 4 ของปี 2563 และการที่นักลงทุนเยอรมนีมีความเชื่อมั่นในระดับสูงว่า การบริโภคจะเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้านั้น ทำให้ตลาดปรับตัวลงไม่มากนัก

นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของผลกำไรในไตรมาส 1/2564 ของบริษัทจดทะเบียนในยุโรปเป็น 42.7% จากเดิม 41% ที่คาดไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในปีนี้

หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ของยุโรปยังคงปรับตัวขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 10 ปี โดยได้แรงหนุนจากหุ้นเกล็นคอร์ที่พุ่งขึ้น 2% ขณะที่การปรับตัวขึ้นของราคาสินแร่เหล็กและโลหะพื้นฐานช่วยหนุนหุ้นกลุ่มนี้

หุ้นบีเอชพี กรุ๊ป ปรับตัวขึ้น 1.5% หลังเปิดเผยผลกำไรครึ่งปีแรกสูงสุดในรอบ 7 ปี และประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่สูงเป็นประวัติการณ์

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้แรงหนุนเมื่อไม่นานมานี้จากการคาดการณ์ที่ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่องจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ทั่วโลก

หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นด้วยตามราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น

ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 11 เดือน เนื่องจากนักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นกลุ่มนี้ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ufa

“หุ้นยุโรป”ความน่าสนใจที่หลายคนมองข้าม

“ไปลงทุนในหุ้นยุโรปกันเถอะ” เชื่อว่าหลายคนที่ได้ยินประโยคนี้ คงนึกส่ายหน้าอยู่ในใจและแทบจะอุดหูไม่อยากฟังต่อ เนื่องจากยังคงมีมุมมองในเชิงลบต่อปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุโรป

แต่หากเรามองลึกเข้าไปในตัวตลาดหุ้นยุโรปเอง จะพบว่า แม้กระทั่งในปีที่เศรษฐกิจยุโรปหดตัวลงอย่างในปี 2555 ตลาดหุ้นยุโรปกลับสามารถปรับตัวขึ้นมาเป็นบวกได้เกือบ 20% หรือแม้กระทั่งในปีนี้เอง ที่คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปน่าจะยังคงเป็นอีกปีที่ติดลบ แต่ตลาดหุ้นยุโรปตั้งแต่ต้นปีกลับปรับตัวขึ้นมาได้กว่า 8% (ข้อมูล ณ 2 ส.ค. 2556)

โดยทั่วไปแล้ว ดัชนีหุ้น เป็นหนึ่งในตัวชี้นำเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันว่า Leading Indicator ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกทิศทางแนวโน้มของเศรษฐกิจในอนาคต นั่นหมายความว่า เมื่อมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น ตลาดหุ้น มักจะปรับตัวขึ้นนำไปก่อน (แม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ดีก็ตาม)

ในกรณีของยุโรป จะเห็นได้ว่า แม้เศรษฐกิจยุโรปในปี 2556 นี้ จะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เมื่อเทียบกับปี 2555 ก็นับว่ามีภาพรวมที่ดีขึ้น ดังนั้น เมื่อตลาดคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปในปีที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้น ในเมื่อดัชนีหุ้นเป็นหนึ่งในดัชนีชี้นำที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจ จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า แล้วปีหน้าเศรษฐกิจยุโรปจะเป็นอย่างไร และจะส่งผลต่อการลงทุนในปีนี้อย่างไร

แม้ว่าเศรษฐกิจของยุโรปในภาพรวมจะยังคงเติบโตได้ค่อนข้างช้า ขณะที่การแก้ไขปัญหาหนี้ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ก็เชื่อได้ว่าเศรษฐกิจยุโรปน่าจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และน่าจะมีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยุโรปในปี 2556 ซึ่งจะหดตัวลง-0.60% นั้น จะสามารถกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ 0.90% ในปี 2557 ขณะที่ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของยุโรป ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี รวมไปถึงดัชนีราคาภาคการผลิตหรือ PMI ซึ่งใช้ชี้วัดปริมาณธุรกิจทั้งในภาคผลิตและภาคบริการ ซึ่งได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายเดือน โดยล่าสุด ปรับขึ้นมาแตะระดับเหนือ 50 จุด ซึ่งแสดงถึงการขยายตัวในภาคธุรกิจเป็นครั้งแรกในรอบ 18 เดือน

นอกจากนี้ นโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งเริ่มผ่อนคลายความเข้มงวดในการคุมการขาดดุลงบประมาณของประเทศสมาชิกลงเพื่อให้การบริโภค การลงทุน และการส่งออกของประเทศสมาชิกได้ฟื้นตัวขึ้นมา รวมถึงการคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมา 0.25% ในเดือน พ.ค. 2556 มาอยู่ที่ระดับ 0.50% ก็เป็นปัจจัยเสริมอีกแรงที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจยุโรปสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงแผนการจัดตั้ง “สหภาพการธนาคาร” โดยเชื่อว่าน่าจะจัดตั้งได้สำเร็จในปี 2557 นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าในการจัดตั้งกองทุนที่จะตั้งขึ้นเพื่อใช้ป้องกันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่อสถาบันการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงระหว่างเศรษฐกิจ ฐานะการคลังและฐานะของสถาบันการเงิน ออกจากกันอย่างชัดเจน

จะเห็นได้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปในอนาคต เริ่มส่งสัญญาณที่ดี จึงไม่น่าแปลกใจว่า ตลาดหุ้นยุโรปในปีนี้ ได้เริ่มทยอยปรับตัวขึ้นมาก่อนแล้ว ซึ่งหากพัฒนาการและความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปสามารถแก้ไข และเติบโตได้อย่างต่อเนื่องตามที่ได้กล่าวไว้ ก็จะทำให้ตลาดยุโรปเป็นอีกตลาดทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าระดับราคาหุ้นของตลาดยุโรปปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คือซื้อขายกันที่สัดส่วนราคาต่อกำไรหรือพีอี ประมาณ 12 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ย 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 13.9 เท่า นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนยุโรปรายใหญ่ มักจะเป็นบริษัทข้ามชาติ ที่ไม่ได้มีรายได้จากในประเทศยุโรปเพียงอย่างเดียว โดยจากการศึกษาของมอร์แกนสแตนเลย์ พบว่าบริษัทยุโรปที่อยู่ในดัชนีหุ้น MSCI World Index มีรายได้จากนอกประเทศถึงกว่า 50%

ดังนั้น แม้ภาวะเศรษฐกิจยุโรปจะยังไม่ฟื้นอย่างเต็มที่ แต่เศรษฐกิจโลกในภาพรวม ยังสามารถขยายตัวได้ ซึ่งก็จะส่งผลบวกต่อผลประกอบการของบริษัทยุโรป และนำส่งไปถึงผลการดำเนินงานของหุ้นยุโรปเช่นเดียวกัน

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *