สังคมโลกมักเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

สังคมโลกมักเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงที่เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะ “อยู่ก่อนแต่ง มากขึ้น เพื่อเป็นการทดลองใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย (จดทะเบียนสมรส)

แต่ก็มีไม่น้อย ที่ระหว่างอยู่กินร่วมกันแบบไม่จดทะเบียนสมรสนั้น ปัญหาหนึ่งที่ไม่ค่อยจะได้วางแผนไว้ คือเรื่องของการตั้งครรภ์  และนำมาซึ่งปัญหาในทางกฎหมาย ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต กรณีที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่อาจจะไปต่อได้ หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า เลิกกันนั้นเอง ถ้าคู่ไหนเลิกกันดี ก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้าเลิกกันไม่ดี และยังส่งผลถึงเด็กที่เกิดมาด้วย

ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่มากว่า การที่บิดารับรองให้ใช้นามสกุล และมีชื่อในสูติบัตรว่าเป็นบิดาของเด็กนั้น ถือว่าเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งไม่ถูกต้อง การมีชื่อเป็นบิดาในสูติบัตรนั้น เป็นเพียงทำให้ได้รับสันนิษฐานจากกฎหมาย ในกรณีที่จะฟ้องบิดาของเด็กให้รับเด็กเป็นบุตรเท่านั้น กล่าวคือต้องมีคำพิพากษาของศาลเสียก่อน ว่าเด็กนั้นเป็นบุตรตามคำพิพากษาของศาลเท่านั้น แต่การมีชื่อในสูติบัตรยังไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายโดยสมบูรณ์ ตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 1555 (3) และ (4)

เนื่องจากในกรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย จะทำให้บุตรที่เกิดขึ้นนั้นเป็น บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดา แต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น ผู้เป็นบิดาอาจไม่ต้องรับผิดชอบในการจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้  หรือจะอธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ เมื่อคุณแม่ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว (Single mom) ในกรณีที่พ่อและแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ลูกที่เกิดมาจะถือว่าเป็น บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้เป็นแม่เพียงผู้เดียว และจะเป็นลูกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของพ่อ ฉะนั้น ผู้เป็นพ่อก็ไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรตามกฎหมาย

แต่ต่อมาถ้าหากแม่ต้องการให้พ่อจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ก็จะต้องดำเนินการให้พ่อดำเนินการรับรองให้เป็น บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของพ่อเสียก่อน จึงจะมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าเลี้ยงดูบุตรได้

ในทางกฎหมายบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว เรียกว่า “บุตรนอกสมรส”  ซึ่งกฎหมายก็ได้กำหนดวิธีการที่จะเป็นทำให้บุตรนอกสมรสกลายเป็น “บุตรชอบด้วยกฎหมาย” ได้ ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้

1.บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร

ในกรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่การที่บุตรใช้นามสกุลของบิดา ยังถือไม่ได้ว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา และจะสามารถเรียกค่าเลี้ยงดูได้เลย ต้องตรวจสอบดูก่อนว่ามีการจดทะเบียนรับรองบุตรหรือไม่ ถ้ามีการจดทะเบียนรับรองบุตรกันแล้วนั้น ถึงจะสามารถเรียกค่าอุปการะค่าเลี้ยงดูบุตรได้

การจดทะเบียนรับรองบุตรนั้น จะต้องให้บิดาไปจดทะเบียนรับรองบุตรกับนายทะเบียนที่สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอในแต่ละจังหวัด โดยมารดาต้องให้ความยินยอม รวมทั้งเด็กต้องให้ความยินยอม แต่ถ้ากรณีที่เด็กยังเล็กมากและยังไม่สามารถพูดให้ความยินยอมได้อาจขอให้ศาลมีคำสั่งแทนคำยินยอมของเด็ก

2. บิดามารดาสมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมายภายหลัง

มาตรา 1547  เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร โดยมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่เด็กเกิด

3. ศาลพิพากษาว่าเด็กคนนั้นเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา

กรณีสุดท้าย หลังจากที่ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็จะมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่เด็กเกิดเช่นกัน

อีกกรณีหนึ่งที่มารดาสามารถนำมาใช้อ้างได้ ถ้าพบข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา

(1) เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงมารดาโดยมิชอบด้วยกฎหมายในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้
(2) เมื่อมีการลักพาหญิงมารดาไปในทางชู้สาว หรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้
(3) เมื่อมีเอกสารของบิดาแสดงว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของตน
(4) เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดว่าเด็กเป็นบุตร โดยมีหลักฐานว่าบิดาเป็นผู้แจ้งการเกิด หรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งนั้น
(5) เมื่อบิดามารดาได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาซึ่งหญิงมารดาอาจตั้งครรภ์ได้
(6) เมื่อได้มีการร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น
(7) เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตร ให้พิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงความเกี่ยวข้องฉันบิดากับบุตร ซึ่งปรากฏในระหว่างตัวเด็กกับครอบครัวที่เด็กอ้างว่าตนสังกัดอยู่ เช่น บิดาให้การศึกษา ให้ความอุปการะเลี้ยงดู หรือยอมให้เด็กนั้นใช้ชื่อสกุลของตน หรือโดยเหตุประการอื่น ๆ private detective bangkok

แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการจดทะเบียนสมรสกัน หรือพ่อไม่ยอมจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ก็สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ โดยฟ้องให้ศาลพิพากษาว่า บิดาของเด็กเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย และเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในคดีเดียวกันเลย ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1555(3) (4) (5) (7) ซึ่งบัญญัติว่า การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายให้มีได้ในกรณีต่อไปนี้

  1. เมื่อมีเอกสารของบิดาแสดงว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของตน
  2.  เมื่อปรากฎในทะเบียนคนเกิด
  3.  เมื่อบิดามารดาได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผย

สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูจะเรียกจากพ่อได้หรือไม่ เพียงใดนั้น ศาลจะพิจารณาจากความสามารถของพ่อ กับฐานะของเด็กและแม่ ฝ่ายผู้ฟ้องต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า พ่อมีรายได้เดือนละประมาณเท่าไหร่หรือมีรายได้อื่นๆ หรือไม่ แล้วผู้ฟ้องต้องการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละเท่าใด

เงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้นจะต้อง นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วเท่านั้น (คือ นับแต่วันที่มีการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา แต่ถ้าคดีไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกาก็ต้องนับแต่วันที่มีการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น) เพราะก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดเด็กยังไม่ใช่ลูกโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อ พ่อจึงไม่มีหน้าที่ต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตร

ส่วนการชำระเงินจะชำระกันจะเป็นครั้งคราวตามกำหนดอาจเป็นรายเดือนก็ได้ หรือจะชำระเป็นเงินก้อนทีเดียวก็ได้ แต่ในกรณีที่ศาลไม่พิพากษาให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเพราะเหตุที่พ่อไม่อยู่ในฐานะที่จะให้ค่าอุปการะได้ในขณะนั้น ถ้าหากพฤติการณ์หรือรายได้หรือฐานะของพ่อดีขึ้น แม่เด็กอาจร้องขอให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งในคดีนั้นใหม่โดยให้ชำระมากขึ้นก็ได้ หรือในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ฝ่ายชายชำระ แต่ต่อมาฝ่ายพ่อฐานะยากจนลง ฝ่ายพ่อก็อาจร้องขอต่อศาลให้ลดค่าอุปการะเลี้ยงดูลงได้เช่นกัน

ข้อเเนะนำหากฝ่ายชายไม่ยินยอมจดทะเบียนสมรส ไม่ยินยอมจดทะเบียนรับรองบุตร

หากฝ่ายชายหนีหาย ไม่รับผิดชอบส่งเสียเลี้ยงดู มารดาควรเตรียมตัวอย่างไรให้ฝ่ายชายต้องรับผิดชอบส่งเสียเลี้ยงดู โดยสิ่งที่เตรียมนั้นง่ายๆ ดังต่อไปนี้คือ

1. เก็บหลักฐานอัดคลิปวีดีโอ หรืออัดเสียงการพูดคุยสนทนาทุกอย่าง ที่เกี่ยวกับฝ่ายชายและความสัมพันธ์ของเด็ก ให้ฝ่ายชายโดยพูดยอมรับว่าตนเองเป็นพ่อเด็ก

2. ถ้าหากมีผู้รู้ห็นว่าฝ่ายชายเป็นพ่อของเด็กให้ขอให้เค้าเป็นพยานหากมีการฟ้องคดี และควรทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน โดยแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หรือจัดทำหนังสือ หรือจัดทำคลิปวีดีโอว่าฝ่ายชายนี้อยู่กินกับแม่เด็กกันมากี่ปี อยู่กินฉันสามีภรรยาโดยไม่จดทะเบียนสมรส เด็กในท้องหรือเด็กที่เกิดมาเป็นบุตรของฝ่ายชาย ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช่ในชั้นศาล เมื่อพยานนั้นไม่อยู่หรือไม่ยินยอมไปศาลให้การเป็นพยาน

3. เก็บหลักฐานของฝ่ายชายไว้เพื่อตรวจ DNA เช่น เส้นผมของฝ่ายชาย หากในที่สุดฝ่ายชายไม่ยอมรับว่าเป็นพ่อของเด็ก หรือหนีหายไป หรือเสียชีวิตก่อนที่จะมีการรับรองบุตร เพื่อสิทธิของเด็กในการได้รับมรดกจากกองมรดกของฝ่ายชาย

4. ให้เก็บรูปถ่ายที่ตนเองถ่ายคู่กับฝ่ายชายบ่อยๆ หรืออยู่ร่วมกันกับบุตร รวมทั้งการสนทนาพูดคุยทางโปรแกรมโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ทั้ง Line , Facebook ข้อความในมือถือไว้ทั้งหมด หรือถ่ายรูปเด็กกล่าวชื่อนามสกุลจริงของเด็กแท็กรูปให้ฝ่ายชาย ใน Facebook แล้วสนทนาเกี่ยวกับความเป็นพ่อของเด็ก

5. ในขณะที่คลอดพยายามให้ฝ่ายชายไปแจ้งเกิดเด็ก ระบุในใบเกิดว่าฝ่ายชายเป็นพ่อของเด็กโดยให้เด็กใช้นามสกุลของฝ่ายชายซึ่งฝ่ายชายเป็นผู้แจ้งเกิด

6. ให้เก็บหลักฐานเอกสารต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่ามีการติดต่อกันหรือทำธุรกรรมร่วมกัน เช่นสลิปที่ฝ่ายชายออกค่ารักษาพยาบาลให้ ค่าตรวจครรภ์ ฝากครรภ์ สัญญาเช่าที่ฝ่ายชายหรือทั้งสองคนรวมกันเช่า เอกสารการซื้อรถยนต์รวมกัน หรือซื้อบ้านรวมกัน ฯลฯ

7. เก็บสำเนาบัตรประชาชน โดยการถ่ายรูปบัตรประชาชนของผู้ชาย หากจำเป็นต้องดำเนินการผ่านศาลจะได้ทราบตัวตนของฝ่ายชาย ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนชื่อนามสกุลในเวลาต่อมา

8. จัดทำรายการค่าใช้จ่ายในการส่งเสียเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กจนโต บรรลุนิติภาวะว่าในแต่ละช่วงเวลาเด็กต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินเท่าใด มีค่าอะไรบ้าง เช่น ค่ากินอยู่ ค่าเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน

9. เก็บข้อมูลทรัพย์สิน แหล่งที่มาของรายได้ อาชีพ นายจ้างฝ่ายชาย เพื่อเป็นฐานในการกำหนดจำนวนเงินที่ที่ฝ่ายชายต้องออกค่าเลี้ยงดู

10. ติดต่อที่ปรึกษากฎหมาย ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อดำเนินการฟ้องร้อง พร้อมสอบถามในการปรึกษาด้วยว่า จะชนะคดีเพราะเหตุใด โอกาสในการแพ้คดีมีอะไรบ้าง จะได้รับค่าเลี้ยงดูอย่างไร มีแผนการนำสืบพยานอย่างไรกรณีฝ่ายชายไม่มาศาล หรือปฏิเสธความเป็นพ่อ หลีกเลี่ยงทนายความที่แจ้งเพียงข้อกฎหมายว่าชนะคดีอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบว่าต้องเตรียมการอย่างไร ระวังอย่างไร หรือขอความช่วยเหลือผ่านสภาทนายความประจำจังหวัด โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการขอคำปรึกษากฎหมายให้ความคุ้มครองสิทธิของเด็ก แต่หากดำเนินการไม่ถูกต้องอาจต้องดูแลเด็กเพียงลำพัง

สังคมโลกมักเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

สำหรับการฟ้องร้องคดี สามารถฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูไปในคราวเดียวกันได้ ถ้าในระหว่างที่เด็กอายุยังไม่ครบ 15 ปีบริบูรณ์ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมคือแม่เป็นผู้ฟ้องคดีแทน ในกรณีที่เด็กไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม หรือมีแต่ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ญาติสนิทของเด็กหรืออัยการ อาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีเพื่อทำหน้าที่ฟ้องคดีแทนเด็กก็ได้ แต่หากเด็กอายุครบ 15 ปีแล้ว จะต้องฟ้องคดีเองโดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอม ของผู้แทนโดยชอบธรรม อันที่จริงโดยหลักกฎหมายทั่วไปแล้ว ผู้เป็นลูกไม่มีสิทธิฟ้องพ่อแม่ เพราะถือว่าเป็นคดี”อุทลุม” ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย แต่เนื่องจากขณะที่มีการฟ้องคดีนั้น เด็กยังไม่ได้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อ ดังนั้นจึงไม่ต้องห้ามว่าเป็นคดีอุทลุมจึงสามารถฟ้องได้ แต่หากเด็กบรรลุนิติภาวะแล้วจะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่บรรลุนิติภาวะ

เมื่อศาลพิพากษาให้ฝ่ายพ่อชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร แต่ถ้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ จะถูกบังคับคดีโดยการยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์ได้ ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ไม่ถึงกำหนดเนื่องจากมีการตกลงชำระกันเป็นงวดๆ ก็ยังบังคับคดีไม่ได้ จึงบังคับคดีได้เฉพาะงวดที่มีการผิดนัดแล้วเท่านั้น ทางที่ดี หากชายและหญิงเห็นว่าตกลงใจจะอยู่กินกันฉันสามีภรรยาแล้ว ก็ควรจะไปจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย หรือถ้าชายหญิงไม่อยากมีข้อผูกพันกันตามกฎหมาย อย่างน้อยที่สุดโดยจิตสำนึกของความเป็นพ่อเป็นแม่ ก็ควรจะไปจดทะเบียนรับรองบุตรเสียให้ถูกต้อง อย่ารอให้เกิดปัญหา “ลูกนอกสมรส” ขึ้นเสียก่อนแล้วจึงจะมาแก้ปัญหาในภายหลัง

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป ช่างสังเกต (Observation) – กฎสำคัญของนักสืบ

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *