หุ้นยุโรป : หุ้นยุโรปปิดลบลดลง 3.41 จุด นลท.วิตกเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า

หุ้นยุโรป

ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (25 ม.ค.) โดยถูกกดดันจากการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่อ่อนแอของเยอรมนี ซึ่งบ่งชี้ถึงผลกระทบที่เกิดจากการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และนักลงทุนวิตกว่า ความล่าช้าในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อาจทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างล่าช้า

ดัชนี Stoxx Europe 600 ปิดตลาดที่ระดับ 405.13 จุด ลดลง 3.41 จุด หรือ -0.83%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,472.36 จุด ลดลง 87.21 จุด หรือ -1.57%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 13,643.95 จุด ลดลง 230.02 จุด หรือ -1.66% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,638.85 จุด ลดลง 56.22 จุด หรือ -0.84%

ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ โดยถูกกดดันหลังจาก Ifo ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนีเปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีร่วงลงสู่ระดับ 90.1 ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 91.8 จากระดับ 92.2 ในเดือนธ.ค.

หุ้นที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มธนาคาร, กลุ่มรถยนต์, กลุ่มน้ำมันและก๊าซ รวมถึงกลุ่มเดินทางและสันทนาการ ปรับตัวลงมากที่สุดราว 1.9-3%

นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกระทบหลังบริษัทไฟเซอร์ประกาศเลื่อนการส่งมอบวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ให้กับสหภาพยุโรป (อียู) ขณะที่แอสตร้าเซนเนก้าประกาศลดการส่งมอบวัคซีนจำนวนมากให้กับอียู และบริษัทเมิร์คของสหรัฐเปิดเผยว่า จะยุติการพัฒนาวัคซีนต้านโรคโควิด-19 จำนวน 2 ตัว

นายบอริส จอห์นวสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษเปิดเผยว่า เขากำลังพิจารณาที่จะเพิ่มมาตรการกักตัวบริเวณชายแดนที่เข้มงวดขึ้น เนื่องจากมีความเสี่ยงเกี่ยวกับไวรัสโควิดกลายพันธุ์ซึ่งวัคซีนที่มีอยู่อาจไม่สามารถป้องกันได้

หุ้น IAG เจ้าของสายการบินบริติช แอร์เวย์, หุ้นไรอันแอร์, หุ้นลุฟต์ฮันซา และหุ้นแอร์ ฟรานซ์ เคแอลเอ็ม ร่วงลงราว 3.3-7.7% ufa

ลงทุนตลาดหุ้นยุโรปน่าสนใจหรือยัง?

นับตั้งแต่ผลการลงประชามติของสหราชอาณาจักรว่าประชาชนส่วนใหญ่ออกเสียงให้สหราชอาณาจักร ออกจากสหภาพยุโรป (EU) หรือ Brexit นั้น นักวิเคราะห์หลายสำนักแนะนำว่าการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรป ไม่น่าสนใจ เนื่องด้วยความเสี่ยงทางการเมืองของยุโรปมีมากขึ้น โดยผล Brexit อาจทำให้เกิดแนวคิดต่อต้าน สหภาพยุโรปแผ่กระจายไปยังประชาชนหลายๆ คนของประเทศในยุโรปมากขึ้น จนอาจเกิดกระแสเรียกร้อง ให้มีการจัดตั้งการลงประชามติเช่นเดียวกับสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ สถานะทางการเงิน ณ ขณะนั้นของธนาคารพาณิชย์ในยุโรป โดยเฉพาะอิตาลีมีหนี้เสีย (NPLs) ที่สูงจนเกินไปที่ 3.6 แสนล้านยูโร หรือคิดเป็น 16% ของสินเชื่อรวมทั้งประเทศ และข้อบังคับของ EU ในขณะนั้น (EU Bank Recovery and Resolution Directive) รัฐบาลอิตาลีไม่สามารถอัดฉีดเงินเพื่อช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ที่มีปัญหาได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้นักวิเคราะห์จะแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุน ในตลาดหุ้นยุโรป แต่เมื่อกลับมาประเมินอัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้น ยุโรปกลับพบว่า ภายหลังจากเกิด Brexit จนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นยุโรป มีอัตราผลตอบแทนถึง 26.12% เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดห้นุ ขนาดใหญ่ และตลาดหุ้นไทย เป็นอันดับ 2 รองจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นเท่านั้น

นับว่าอัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้นยุโรปต่างจากที่นักวิเคราะห์ ประเมินไว้อย่างมาก เนื่องจากภายหลัง Brexit นั้นมีสถานการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งด้านการเมืองรวมถึงด้านเศรษฐกิจที่สนับสนุน การปรับขึ้นของตลาดหุ้นได้ดังนี้

ด้านสถานการณ์การเมืองในยุโรป ในช่วงหลังจากเกิด Brexit ไป จนถึงผลการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ที่นาย Donald Trump ได้รับเลือก ให้เป็นประธานาธิบดีนั้น กระแสต่อต้าน EU ในประเทศที่กำลังจะจัด เลือกตั้งมีมากขึ้น สะท้อนจากคะแนนความนิยมของพรรคการเมือง ที่ชูนโยบายต่อต้าน EU ที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อเกิดการเลือกตั้งขึ้นในประเทศ ที่ผลสำรวจความนิยมพรรคการเมืองที่ต่อต้าน EU สูงกว่าพรรคอื่นๆ และมีความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การจัดทำประชามติเพื่อออกจาก EU นั้น กลับไม่ได้เลวร้ายตามผลสำรวจ อย่างเช่น การเลือกตั้งในประเทศ เนเธอร์แลนด์ พรรค Party of Freedom (PVV) ที่เน้นนโยบายต่อต้าน EU ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากได้จำนวนที่นั่งในสภาเพียง 20 ที่นั่ง หรือคิดเป็น 13.1% และพรรคการเมืองขนาดใหญ่อื่น ไม่ร่วมมือกับพรรค PVV ในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้พรรค People’s Party for Freedom and Democracy (VVD) ซึ่งเป็นพรรคที่ได้รับ จำนวนที่นั่งในสภาเป็นอันดับ 1 ที่ 33 ที่นั่ง และเป็นพรรครัฐบาลเดิม มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้ง่ายกว่า

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *