Patton นายพลกระดูกเหล็ก

Patton

Patton นายพลกระดูกเหล็ก เรื่องจริง ดูไป หลาย รอบ แล้ว แต่ว่า พึ่งจะสดๆร้อนๆ คือได้ ดู เมื่อวานนี้อีกครั้งหนึ่ง ด้วย ประสิทธิภาพ

ของ แผ่น ที่ ทำใหม่ ชัดใสแจ๋ว สีสวยแล้วก็ อิ่มเอม ทุกหนไป แต่ว่า เพราะอะไร หนัง ประวัติส่วนตัว ของนายพล อเมริกัน ผู้

เหี้ยมโหด ห้าว บวกกับความเป็น ครึ่งหนังสงคราม นิดๆก็เลยทำให้ข้าพระพุทธเจ้า อิ่มเอม ได้ หนอ สรุปว่า เป็นหนัง ปี๑๙๗๐ ซึ่งได้

รางวัล ออสการ์ ถึง ๗ ตัวร่วมกัน แต่ว่า ที่ สำคัญเป็นรางวัล ภาพยนตร์ ดีเลิศ แล้วก็นักแสดงนำชายผู้นี้ จอร์จ ซี. สก็อตต์ ศิลปิน ใน

ดวงใจ ของผม อีก คน หนึ่งได้รับ รางวัล ผู้แสดงนำชาย ดีเยี่ยมที่สุดน่ะสิครับ

>>> เว็บดูหนังฟรี <<<

บางทีอาจจะ เป็นเรื่อง แปลกที่ ผม จะ พูดว่า หนังที่ ยาวแทบ ๓ ชั่วโมงจนถึงควรมี การ พักครึ่ง (Intermission) เรื่องนี้ส่วน ที่ ผม

ชอบ ที่สุดใน หนัง ก็คือฉาก แรกเริ่ม แรก นี่แหละ นะครับ เป็น ฉากเปิดหนัง ที่คลาสสิก ที่สุด ใน ความคิดเห็น ของ ผม ครับผม ผม มี

ความรู้สึกว่าคลาสสิก เสียยิ่งกว่า ๒ㆍ๐๑ Space Odyssey หนัง ใน ดวงใจ ชั่วกัลปวสาน ของ ผม เสีย อีก เป็น ทำไม น่ะ หรือ ครับ ก็

เพราะเหตุว่า เป็นฉากการพูดผู้เดียว (Monologue) ที่ไม่ค่อย พบใน หนัง สักเท่าไหร่ แถมยังเป็นการ กล่าว ที่ดูเดือดเลือดพล่าน

และก็เผ็ดร้อน แพทตั้น ยืน พูดกับตัวเอง อยู่ บน เวที ปลุกเร้า สำนึก การบริการ ชาติ ของ ทหาร อเมริกันให้กระหาย ที่จะ ทำศึก

สงครามโลกครั้ง ที่ ๒ ไม่ต้อง บอก ก็ ทราบขอรับว่านาย พล อิริยาบถ เจน ศึก ผู้นี้ คือ” อาวุธ” ชิ้น สำคัญของสหรัฐฯ สำหรับการ ดับ

อหังการ์ ฮิตเล่อร์

นายพลแพ็ตตั้นเดินขึ้นเวที เสียงแตรทหารเป่าเป็นเกียรติยศ  จากนั้นใช้เวลาไม่นานนักในการ “ปลุกใจ” ทหารหาญของเขา  แต่

เพียงเท่านี้ก็นานพอที่เลือดในกายของทหารจะเดือดพล่าน  ด้านหลังของเขาเป็นธงผืนใหญ่  ภาพของกล้องโฟกัสไปตามเครื่อง

แบบของเขาแต่ละส่วน ๆ  เครื่องประดับยศ สายสะพาย ปืนพก หมวกเหล็กบนใบหน้าขุนศึกผู้เจนศึก ที่มีแววตาแวววาว เหี้ยมอยู่ใน

ที   โอย…หนังไม่ต้องบรรยายอะไรเลยครับ แค่ภาพโฟกัสและภาพมุมกว้างขณะปราศรัย นี่คือ การเผยให้คนดูรู้จักแพตตั้นตั้งแต่ต้น

เรื่อง  คนดูจะไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาเป็นทหารประเภทไหนกันแน่?

“ไม่มีไอ้หน้าโง่คนไหนชนะศึกด้วยการตายเพื่อประเทศชาติ  เขาชนะด้วยการทำให้ข้าศึกตายเพื่อประเทศชาติของมัน”

“ข้าพเจ้าสมเพชเวทนาไอ้พวกที่เราจะออกไปฟาดฟันด้วย  เราไม่ใช่แค่ออกไปเข่นฆ่ามัน  แต่เราจะควักไส้ควักพุงมันออกมาเพื่อใช้

หล่อลื่นสายพานรถถังของเรา  เราจะฆ่าไอ้พวกเยอรมันชั่วชาติ…”

“มีอีกเรื่องที่ข้าพเจ้าอยากให้จำเอาไว้  ข้าพเจ้าไม่ต้องการรายงานที่ว่า “เราตรึงพื้นที่ไว้ได้”  เราไม่ตรึงอะไรทั้งนั้น  ต้องให้เยอรมัน

ตรึง  เรามีแต่บุกไปข้างหน้า  เราไม่สนใจจะตรึงอะไร  ยกเว้นข้าศึก เราจะตรึงจมูกมันไว้แล้วจับมันเตะเล่น….”

“เรื่องนึงที่คุณจะพูดได้เต็มปากเมื่อกลับบ้าน  คุณจะขอบคุณพระเจ้า  อีก ๓๐ ปีจากนี้ ตอนคุณนั่งอยู่ข้างเตาผิง  มีหลานตัวน้อยอยู่

บนตัก  หลานถามว่าปู่ทำอะไรตอนสงครามโลก  คุณจะไม่ต้องตอบว่า ปู่โกยขี้อยู่ที่หลุยส์เซียน่า….”

นี่คือโมโนล็อก ๖ นาที ของหนังที่มีพลังด้วยการแสดงของจอร์จ ซี. สก็อตต์  ถ้าพลาดรางวัลออสการ์ ผมเป็นเผาสถาบันทิ้งอีกรอบ

หนึ่งล่ะ !  จากนั้นหนังจึงเข้าสู่เหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒  แต่เป็นการเน้นประวัติชีวิต และภาพความกร้าว รวมถึงวินัยที่ตรึง

เปรี๊ยะ  รวมถึงคำสั่งที่เด็ดขาด  จนบางครั้งดูเหมือนจะปฏิบัติไม่ได้  จนลูกน้องต้องนินทาแพ็ตตั้นว่า  “ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอก ที่

อยากยิงกบาลไอ้หมอนั่น”

ดาราที่เด่นอีกคนหนึ่งคือ คาร์ล มาลเด้น รับบทเป็นนายพลโอมาร์ แบรดลี่ย์  เขาเป็นนายพลผู้เก่งกาจคนหนึ่ง แต่มีบุคลิกตรงข้ามกับ

แพทตั้นโดยสิ้นเชิง  เขาเองนั้นอยู่ใต้แพ็ตตั้นมาตลอด  แต่ด้วยความปากเสียของแพ็ตตั้น ต่อมาแบรดลี่ย์ จึงมาเป็นผู้บัญชาการเหนือ

แพ็ตตั้นบ้าง  “ผมเป็นทหารที่ถูกฝึกมาให้รบ  แต่คุณ..แพ็ตตั้น  คุณมันรักการรบ”  แบรดลี่ย์นั้น  เป็นมิตรที่ดีกับแพ็ตตั้นโดยตลอด

เพียงแต่บางครั้งและบ่อยครั้ง ที่เขาต้องหัวเสียเพราะแพ็ตตั้น

หนังมีฉากปะทะกันระหว่างกองพลรถถังของนายพลรอมเม็ลของเยอรมันกับกองพลของแพ็ตตั้น  และมีฉากสงครามที่สมจริงสมจัง

ตลอดทั้งเรื่อง  แต่เป็นประหนี่งภาพประกอบให้เห็นความเด็ดเดี่ยว  กล้าแบบบ้าบิ่น และความร้อนแรงของเลือดในกาย  จนนายทหาร

ที่ร่วมประชุมปฏิบัติการถึงกับกล่าวเตือน  “คุณกำลังใช้ความสามารถของทหารแบบเกินตัว”  เขาตอบว่า “ที่มาที่ยุโรปนี่ ก็เพื่อทำสิ่งนี้

แหละ”

ความเลือดร้อน เลยทำให้เขาตบกบาลพลทหารผู้หนึ่ง  เพราะเหตุที่พลทหารนายนั้นโอดครวญว่า “ทนสภาพของสงครามไม่ไหว”

จนต้องมานอนโรงพยาบาล  เรื่องราวอันดูเหมือนเรื่องไม่เป็นเรื่อง เลยทำให้แพ็ตตั้นถูกแขวนชั่วขณะ  ซึ่งหนังก็เหมือนจะเฉลยเป็น

นัย ๆ ด้วยคำพูดของเสนาธิการทหารเยอรมันพูดในวอร์รูมว่า “คุณเชื่อเรอะ ว่าอเมริกาจะทิ้งนายทหารมือหนึ่งไปด้วยเพราะเรื่องแบบ

นี้”  เพราะในหนังและตามประวัติศาสตร์แล้ว  แพ็ตตั้นนี่เองที่นำกองทัพเข้ายึดกรุงเบอร์ลิน หลังจากเหตุการณ์ยกพลขึ้นบกที่นอร์มั

งดี

หนังสนุกครับ  ไม่ได้แสดงการวางแผนสงครามหักเหลี่ยมหักมุมอะไรกัน  แต่เพราะความเป็นแพ็ตตั้นแท้ ๆ ที่ทำให้หนังน่าดู  สมแล้ว

ครับที่เป็นนายทหารหลักที่คุมกำลังในสมรภูมิที่ยุโรป  นอกเหนือไปจากนายทหารอังกฤษอีกคนหนึ่ง คือ เซอร์ เบอร์นาร์ด ลอว์ มอน

ต์โกเมอรี่  ที่ดูจะขัดแย้งกับเขาไปเสียทุกอย่าง และยังชิงดีชิงเด่นตัดหน้ากันทำศึกอีก  สนุกดีครับ  ชอบบทบาทของไมเคิล เบตส์

นักแสดงชาวอังกฤษที่เล่นเป็นมอนต์โกเมอรี่ หน้าตาเหมือนมาก ๆ แถมเสียงยังน่าจะเหมือนอีก (อันนี้ผมรู้สึกเอง)  เพราะเป็น

สำเนียงอังกฤษจ๋าสูงปรี๊ด รัวเร็วมาเลยทีเดียวหละครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *